เมื่อพูดถึงยาเสพติด นอกจากยาบ้าหรือยาเสพติดชนิดอื่นๆ ที่หลายคนรู้จักกันดีแล้ว กัญชา คือ สารเสพติดอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น เนื่องจากกัญชาสามารถหาซื้อได้ค่อนข้างง่าย ฤทธิ์ของกัญชาที่ทำให้ผู้เสพอยู่ในอาการเคลิบเคลิ้ม รู้สึกสนุก ร่าเริง และยังเป็นยาเสพติดประเภทที่เสพแล้วไม่ติด กัญชา หรือที่ใครหลายคนเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มารีฮวนน่า ( Marijuana ) น้อยคนที่จะพูดถึงกัญชาในแบบตรง ๆ หากไม่ได้พูดคุยในลักษณะของการคุยเล่นทั่วไปหรือในเชิงวิชาการ ซึ่งชื่ออื่นของกัญชาที่ได้รับความนิยมในวัยรุ่น คือการ ดูดเนื้อ หรือการ ปุ๊น ก็แล้วแต่ความนิยมของในพื้นที่นั้น ๆ นั่นเอง

กัญชาเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง มีขนาดลำต้นสูงประมาณ 2-5 เมตร ลักษณะของใบกัญชาจะมีการแยกออกเป็นแฉก 5-8 แฉก โดยทุกแฉกจะมีรอยหยักเป็นเอกลักษณ์ มีดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ ตามกิ่งและก้านของต้นกัญชา ส่วนของกัญชาที่นำมาใช้เป็นยาเสพติดก็คือ บริเวณ ช่อดอกกัญชา และกิ่งก้านที่จะนำมาตากแดดจนแห้ง แล้วบดให้ละเอียด จากนั้นก็นำมาใส่ในบ้องกัญชา หรือนำมามวนผสมบุหรี่เพื่อใช้ในการเสพ นอกจากนี้ กัญชายังขึ้นชื่อว่าเป็นส่วนประกอบอาหารที่เมื่อใส่ลงไปในอาหารแล้วจะทำให้ลูกค้าติดใจจนต้องกลับมากินอีก ( เพราะความเป็นสารเสพติดนั่นเอง ) ด้วยเหตุนี้จึงมีแม่ค้าและพ่อค้าหัวใส นำกัญชาผสมลงไปในน้ำซุป หรืออาหารชนิดต่าง ๆ

สาร CBD ( Cannabidiol ) และ THC ( Tetrahydrocannabinol ) ในพืชกัญชา ( Marijuana ) คืออะไร ?

Marijuana

สารสกัดจากกัญชามี 2 ชนิดหลัก ได้แก่ THC และ CBD พืชกัญชาส่วนใหญ่ มี THC สูงกว่า CBD ซึ่งสาร THC (Tetrahydrocannabinol) มีผลกระทบต่อสมองโดยตรง สารในพืช กัญชานอก จะส่งผลกระทบที่รุนแรง โดยเฉพาะผลกระทบต่อสมองของเด็กและวัยรุ่น เช่น พัฒนาการล่าช้า ปัญหาพฤติกรรม เชาวน์ปัญญาลดลง และส่งผลกระทบต่อด้านอารมณ์และจิตใจ เช่น เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคจิตเภท ภาวะฆ่าตัวตาย เสี่ยงต่อการเกิดสารเสพติดชนิดอื่นๆ รวมถึงส่งผลเสียต่อสุขภาพกายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ไม่ควรเข้าถึงและบริโภคกัญชา เนื่องจากสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ การบริโภคกัญชามีผลต่อสมองของเด็ก และอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และการทำงานของสมอง ที่กำลังพัฒนา นอกจากนี้กัญชายังผลข้างเคียงระยะฉับพลันที่รุนแรง โดยแบ่งออกเป็น

  • อาการทางระบบประสาท : สับสน ซึม เวียนศีรษะ เดินเซ เห็นภาพหลอน ชัก กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก
  • อาการทางระบบหัวใจ : ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง หน้ามืด/วูบ แน่นหน้าอก หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร : คลื่นไส้ ปวดท้อง อาเจียน

และถึงแม้ว่าในประเทศไทย จะห้ามใช้กัญชาในเด็ก และวัยรุ่นช่วงอายุน้อยกว่า 20 ปี แต่เราต้องเฝ้าระวัง การเกิดอุบัติเหตุจากการใช้ กัญชา ในรูปแบบต่างๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำมันกัญชา การสูบ การรับประทานกัญชาในอาหารบางอย่าง เช่น ขนมเค้ก บราวนี่ เป็นต้น

สาร THC ( Tetrahydrocannabinol )

สารสำคัญ THC เป็นสารหลักในกัญชา ที่มีองค์ประกอบมีฤทธิ์ทางจิตประสาท มีประสิทธิภาพเป็นยาแก้ปวด นำไปสู่การยอมรับ กัญชา อย่างกว้างขวางในฐานะการรักษาทางการแพทย์ เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้ทางสันทนาการ และใช้ในการรักษาคนไข้กลุ่มปวดเรื้อรัง ผู้ต้องการลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัด ผู้ป่วยลมชัก หรือต้องการเพิ่มความอยากอาหารในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง หรือ HIV ทั้งนี้ การทำงานของยา ยังไม่ได้วิจัยในการใช้อย่างปลอดภัยทางเภสัชกรรมเป็นวงกว้าง จากความกังวัลถึงผลข้างเคียงต่อจิตประสาท ปัจจุบันมีการค้นพบเกี่ยวกับการใช้ CBD ควบคู่กับ THC เพื่อช่วยต่อต้านอาการหวาดระแวง และผลกระทบทางจิตประสาทได้

สาร THC เป็น psychoactive compound ซึ่งส่วนใหญ่จะจับกับ cannabinoid receptors ซึ่งพบอยู่ 2 กลุ่มหลักคือ CB1 และ CB2 โดย CB1 จะพบมากที่ ระบบประสาทส่วนกลาง ( Central nerve system ) โดยเฉพาะในส่วน basal ganglia, hippocampus, cerebellum และ cortex ซึ่งสะท้อนกลไกการเกิด psychotropic effect ของ THC ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในสารสกัดกัญชา และ ในระบบประสาทส่วนปลาย ( Peripheral nerve system ) ในขณะที่ CB2 receptors จะพบที่เนื้อเยื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ( Immune system ) ดังนั้นจึงมีผลต่อ ความอยากอาหาร การย่อยอาหาร อารมณ์ ความรู้สึก ความจำ การเรียนรู้ และพฤติกรรม นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่าอาจมี receptors อื่นๆ ที่อาจมาทำหน้าที่เช่นเดียวกับ cannabinoids receptors

สาร CBD ( Cannabidiol  )

Marijuana

สาร CBD มีความสามารถในการจับกับ CB1 และ CB2 receptors แบบโดยตรงได้เพียงเล็กน้อย แต่มีลักษณะเป็น negative allosteric modulator กับ CB1 receptor ซึ่งส่งผลกับการทำงานกับ receptors อื่นๆ ทำให้สามารถลดอาการปวด อาการอักเสบ และลดความกังวลได้ การค้นพบกลไกการออกฤทธิ์ของสารกลุ่มนี้ รวมถึงการค้นพบ endocannabinoids ซึ่งเป็น endogenous agonists ของ cannabinoids receptors เช่น N-arachidonoyl-ethanolamine ( AEA; anandamide ) และ 2-arachidonoylglycerol ( 2-AG ) ทำให้มีความเข้าใจในกลไกการออกฤทธิ์ของสารกลุ่มนี้ รวมถึงผลข้างเคียงมากยิ่งขึ้น และมีการนำมาวิจัยเพื่อประโยชน์ ในการรักษาอาการหรือโรคต่างๆ อาทิ อาการปวดเรื้อรัง ปลอกประสาทเสื่อม มะเร็ง โรคลมชัก อาการวิตกกังวล และช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร  ความผิดปกติด้านการนอน  ต้อหิน โรคโครห์นและลำไส้อักเสบ โรคพาร์กินสัน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคสมาธิสั้น (ADD) และภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) ซึ่งแต่ละอาการ ก็มีระดับการตอบสนองที่แตกต่างกัน ผู้ใช้จึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์

สาร Cannabidiol ถูกค้นพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2483 แต่เพิ่งได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาเป็นยาต้านอาการชักไม่นานมานี้สาร CBD ได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาผลลัพย์ต่ออาการโรควิตกกังวล ความเจ็บปวด ตลอดจนกรณีการรักษาด้วยกัญชาและสาร CBD สามารถใช้ได้ผลกับผู้ป่วย PTSD หรือโรคจิต ที่นำไปสู่การขยายผลิตภัณฑ์ CBD ในตลาดสุขภาพจำนวนมาก

Cannabidiol หรือ CBD เป็นเพียงหนึ่งในสารประกอบ ที่มีฤทธิ์มากกว่า 100 ชนิด ในพืชกัญชาที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับระบบเอนโดแคนนาบินอยด์ ในร่างกายซึ่งเป็นระบบที่สร้างความสมดุล ซึ่งมีตัวรับในสมองระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์และศักยภาพในด้านสุขภาพการแพทย์จากธรรมชาติ